พนักงานเข้า–ลาออกกลางเดือน คิดเงินเดือนยังไง? สูตร Prorate หาร 30 พร้อมตัวอย่างจริง 5 เคส
คำถามที่ HR มือใหม่ค้น Google บ่อยที่สุดช่วงสิ้นเดือนคือ "พนักงานเข้ากลางเดือน คิดเงินเดือนยังไง" — และสิ่งที่เจอคือสูตรบรรทัดเดียว: เงินเดือน ÷ 30 × จำนวนวัน แต่พอกลับมาหน้างานจริง คำถามที่แท้จริงไม่ใช่สูตร แต่คือ "จำนวนวัน" นับยังไง — นับวันหยุดไหม เดือนกุมภาฯ หารเท่าไหร่ แล้วถ้าบริษัทใช้รอบตัด 26–25 ล่ะ? บทความนี้จะคิดเลขให้ดูจริงทีละบรรทัดครบ 5 เคสที่เจอบ่อยที่สุด ใช้เงินเดือนสมมติ 30,000 บาทตลอดทั้งบทความเพื่อให้เทียบกันง่าย
หลักการก่อนเข้าสูตร: ทำไมต้องหาร 30 เสมอ (ไม่ใช่ 28 หรือ 31)
สำหรับลูกจ้างรายเดือน แนวปฏิบัติมาตรฐานที่สอดคล้องกับกฎหมายแรงงานไทยคือ ค่าจ้างรายวัน = เงินเดือน ÷ 30 โดยใช้ 30 คงที่ทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นเดือน 28, 29, 30 หรือ 31 วัน (แนวเดียวกับการคำนวณค่าชดเชยและ OT ตามมาตรา 68) เหตุผลเชิงปฏิบัติคือความสม่ำเสมอ — ถ้าหารตามวันจริงของเดือน พนักงานที่ลาออกเดือนกุมภาฯ จะได้อัตรารายวันแพงกว่าคนที่ลาออกเดือนมกราคมทั้งที่เงินเดือนเท่ากัน ซึ่งอธิบายให้ใครฟังก็ไม่ขึ้น
อีกหลักที่พลาดกันบ่อยที่สุด: ลูกจ้างรายเดือน "นับวันตามปฏิทิน" ไม่ใช่นับเฉพาะวันทำงาน เพราะเงินเดือนรายเดือนครอบคลุมวันหยุดประจำสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์อยู่แล้ว ถ้านับเฉพาะวันทำงานจะกลายเป็นหักสิทธิ์วันหยุดของพนักงานโดยไม่รู้ตัว
สูตรที่ใช้ทั้งบทความ: เงินได้ = (เงินเดือน ÷ 30) × จำนวนวันตามปฏิทินที่มีสภาพเป็นพนักงาน
5 เคสคำนวณเงินเดือน Prorate เข้า–ออกกลางเดือน:
- เข้างานวันที่ 15 (เคสพื้นฐาน)
- ลาออกมีผลวันที่ 5
- เข้าและออกในเดือนเดียวกัน
- เข้างานคร่อมรอบตัด 26–25 (เคสที่งงที่สุด)
- ช่วง prorate มีวันหยุดนักขัตฤกษ์คั่น
เคสที่ 1 — เข้างานวันที่ 15 (เคสพื้นฐาน)
พนักงานเริ่มงาน 15 กรกฎาคม เงินเดือน 30,000 บาท จ่ายรอบ 1–31
- วันที่มีสภาพพนักงาน: 15–31 กรกฎาคม = 17 วันตามปฏิทิน (รวมเสาร์–อาทิตย์ในช่วงนั้น)
- คำนวณ: 30,000 ÷ 30 = 1,000 บาท/วัน × 17 วัน = 17,000 บาท
จุดพลาดที่พบบ่อย: นับเฉพาะวันทำงาน (ราว 12–13 วัน) แล้วจ่าย 12,000–13,000 บาท — พนักงานเสียประโยชน์ราว 4,000–5,000 บาทและมีสิทธิเรียกร้องย้อนหลังได้
เคสที่ 2 — ลาออกมีผลวันที่ 5
พนักงานยื่นลาออกมีผลวันที่ 5 สิงหาคม (วันสุดท้ายที่มีสภาพพนักงานคือ 4 สิงหาคม หรือ 5 สิงหาคมแล้วแต่ระบุในใบลาออก — จุดนี้ต้องอ่านเอกสารให้ชัด สมมติวันสุดท้ายคือ 4 สิงหาคม)
- วันที่มีสภาพพนักงาน: 1–4 สิงหาคม = 4 วัน
- คำนวณ: 1,000 × 4 = 4,000 บาท
ข้อควรระวัง: คำว่า "มีผลวันที่ 5" บางองค์กรตีความว่าวันที่ 5 คือวันแรกที่พ้นสภาพ บางองค์กรตีความว่าเป็นวันทำงานวันสุดท้าย ควรกำหนดมาตรฐานการเขียนในแบบฟอร์มลาออกให้เหลือความหมายเดียว เช่น บังคับช่อง "วันทำงานวันสุดท้าย" แทนคำว่า "มีผลวันที่"
เคสที่ 3 — เข้าและออกในเดือนเดียวกัน
พนักงานเริ่มงาน 3 กรกฎาคม ทำถึงวันสุดท้าย 18 กรกฎาคม (ไม่ผ่านทดลองงาน/ถอนตัวเอง)
- วันที่มีสภาพพนักงาน: 3–18 กรกฎาคม = 16 วันตามปฏิทิน
- คำนวณ: 1,000 × 16 = 16,000 บาท
เคสนี้ตัวเลขไม่ยาก แต่กระบวนการพลาดบ่อย: พนักงานที่ออกก่อนรอบจ่ายมักถูก "ลืม" เพราะหลุดจากลิสต์พนักงานปัจจุบันไปแล้วตอน HR ดึงรายชื่อทำเงินเดือน ต้องมีขั้นตอนตรวจ "พนักงานพ้นสภาพระหว่างงวด" ทุกครั้งก่อนปิดงวด ระบบเงินเดือนที่ผูกกับฐานข้อมูลพนักงานโดยตรงอย่างระบบคำนวณเงินเดือน HRPM จะดึงคนที่พ้นสภาพระหว่างงวดมาคิดตามสัดส่วนให้เองโดยไม่ต้องจำ
เคสที่ 4 — เข้างานคร่อมรอบตัด 26–25 (เคสที่งงที่สุด)
บริษัทใช้รอบตัด 26–25 จ่ายเงินสิ้นเดือน พนักงานเริ่มงาน 20 กรกฎาคม เงินเดือน 30,000 บาท — เงินงวดสิ้นกรกฎาคมได้เท่าไหร่?
- รอบข้อมูลของงวดสิ้นกรกฎาคมคือ 26 มิถุนายน – 25 กรกฎาคม
- วันที่มีสภาพพนักงานในรอบนี้: 20–25 กรกฎาคม = 6 วัน
- คำนวณ: 1,000 × 6 = 6,000 บาท — ส่วนวันที่ 26–31 กรกฎาคม (อีก 6 วัน) จะไปรวมในงวดสิ้นสิงหาคม
พนักงานใหม่เห็นเงินงวดแรก 6,000 บาทจากเงินเดือน 30,000 มักตกใจ — HR ควรทำ "ตารางเงินสองงวดแรก" แนบให้ตั้งแต่วันเริ่มงาน: งวดกรกฎาคม 6,000 บาท, งวดสิงหาคม 30,000 บาท (25 วันที่เหลือของเดือนแรกจะถูกนับรวมอยู่ในรอบ 26 ก.ค. – 25 ส.ค. พอดี) ความตกใจจะหายไปเมื่อเห็นตัวเลขล่วงหน้า
เคสที่ 5 — ช่วง prorate มีวันหยุดนักขัตฤกษ์คั่น
พนักงานเริ่มงาน 11 เมษายน — เจอสงกรานต์ 13–15 เมษายนทันที ต้องหักวันหยุดออกไหม?
- ไม่หัก — ลูกจ้างรายเดือนได้ค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีอยู่แล้วตามกฎหมาย และการนับ prorate แบบวันตามปฏิทินรวมวันหยุดไว้ในตัวโดยธรรมชาติ
- วันที่มีสภาพพนักงาน: 11–30 เมษายน = 20 วัน → 1,000 × 20 = 20,000 บาท
เคสนี้คือเหตุผลที่วิธี "นับเฉพาะวันทำงาน" สร้างปัญหา: ถ้านับเฉพาะวันทำงาน พนักงานที่เริ่มงานก่อนสงกรานต์จะได้เงินน้อยกว่าที่ควร ทั้งที่กฎหมายให้สิทธิวันหยุดนั้นโดยได้ค่าจ้าง ส่วนผลกระทบต่อภาษีของเงินงวดสั้น ๆ เหล่านี้ ลองกรอกตัวเลขจริงในเครื่องคำนวณภาษีเงินเดือนฟรีเพื่อดูยอดหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องได้เลย
สรุปกฎ 4 ข้อกัน HR เถียงกันเอง
- หาร 30 คงที่ทุกเดือน — ไม่หารตามวันจริงของเดือน
- นับวันตามปฏิทินที่มีสภาพพนักงาน — รวมวันหยุดทุกชนิด
- องค์กรที่ใช้รอบตัด ให้ prorate "ตามรอบข้อมูล" ไม่ใช่ตามเดือนปฏิทิน แล้วสื่อสารตารางสองงวดแรกล่วงหน้า
- เขียนวิธีคำนวณนี้ไว้ในข้อบังคับ/สัญญาจ้างให้เป็นลายลักษณ์อักษร — ข้อพิพาทเงินเดือนส่วนใหญ่จบได้ด้วยเอกสารที่เขียนไว้ก่อน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมบางบริษัทหารด้วยวันจริงของเดือน (28/30/31) แล้วแบบไหนถูก?
กฎหมายไม่ได้บังคับสูตร prorate ตรง ๆ แต่แนวมาตรฐานที่อ้างอิงได้จากการคำนวณค่าจ้างรายวันของลูกจ้างรายเดือนตามกฎหมายคือหาร 30 การหารตามวันจริงไม่ถึงกับผิด แต่สร้างความลักลั่นระหว่างเดือนและอธิบายยาก — เลือกวิธีเดียว เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วใช้สม่ำเสมอทั้งองค์กรสำคัญที่สุด
พนักงานเข้ากลางเดือน วันหยุดเสาร์อาทิตย์ในช่วงนั้นได้เงินไหม?
ได้ — ลูกจ้างรายเดือนนับวันตามปฏิทินรวมวันหยุดประจำสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะค่าจ้างรายเดือนครอบคลุมวันหยุดเหล่านั้นอยู่แล้ว การตัดวันหยุดออกจากการ prorate ทำให้พนักงานได้ต่ำกว่าสิทธิ
ลาออกกลางเดือนแล้วบริษัทไม่จ่ายเงินส่วนที่ทำไป อ้างว่า "อยู่ไม่ครบเดือน" ได้ไหม?
ไม่ได้ — ค่าจ้างของวันที่ทำงานไปแล้วเป็นสิทธิที่ต้องจ่ายเสมอ การไม่จ่ายถือเป็นการค้างจ่ายค่าจ้าง มีโทษตามกฎหมายและลูกจ้างร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ นายจ้างหักได้เฉพาะรายการที่กฎหมายอนุญาตเท่านั้น
เบื่อการนั่งไล่ prorate มือทุกครั้งที่มีคนเข้า–ออก? ทดลอง HRPM ฟรี — ระบบคิดเงินตามสัดส่วนให้อัตโนมัติทั้งเคสเข้าใหม่ ลาออก และคร่อมรอบตัด
ยกระดับงาน HR และ Payroll ของคุณให้เป็นเรื่องง่าย
ลดเวลางานเอกสาร คำนวณเงินเดือนอัตโนมัติ จัดการเวลาเข้างาน GPS และสลิปเงินเดือนออนไลน์ในระบบเดียว